การเดินทางรหัส…หนึ่งถึงสิบสอง ตอนที่ 3
February 9, 2009
![]()
วันที่ 6 มกราคม ผมตื่นมาตอน 7 โมงเช้ารีบทำธุระส่วนตัวแล้วสะพายกระเป๋าขึ้นหลังมุ่งหน้าสู่ด่านบ่อเต็น ทำการตรวจหนังสือเดินทางเสร็จปั๊บ สามล้อตุ๊กๆ ก็พาผมนั่งรถข้ามเวลาไปยังบ่อหาน (ด่านจีน) ซึ่งพอถึงบ่อหานผมต้องปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นไปอีกหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้ก็คือเวลา 8 โมงครึ่งแล้ว รีบเขียนคำขอเข้าเมืองต่อเจ้าหน้าที่จีนที่พอพูดภาษาอังกฤษได้เสร็จก็เดินดุ่มๆ หารถไปยังเมืองหล้า เพื่อนั่งรถบัสจากเมืองหล้าเข้าสิบสองปันนานั่นเอง
เดินไปไม่ไกลก็มีคนขับรถตู้มาพูดเป็นภาษาจีนใส่อีก ผมพูดสองคำสวนไปว่า “เมืองหล้า จิ่งหง” คนขับรีบชี้ทันทีแล้วพูดว่าเมืองหล้า ผมถามย้อนไปเป็นภาษาอังกฤษ “How much?” คนขับเริ่มงงแล้วกระซิบงึมงำกับเพื่อนที่อยู่ข้างๆ จนพี่แกเขียนเลข 17 บนกระจกให้ดู ผมเข้าใจว่าหมายถึง 17 หยวนและผมก็ไม่มีรอโดดขึ้นไปนั่งบนรถทันที
9.15 น. คือเวลาที่รถตู้เริ่มวิ่งออกจากบ่อหาน ระยะทางจากบ่อหานไปเมืองหล้าก็ไม่ไกลมากประมาณ 50 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งไปแป๊บๆ ผมก็มาถึงเมืองหล้าด้วยความรวดเร็ว พอลงท่ารถก็งงอีกว่าจะทำยังไงต่อดี แต่โชคดีที่พี่คนขับพาเดินมาหาวินมอเตอร์ไซค์ แล้วพูดกับผมว่า “จิ่งหง?” ผมพยักหน้าตอบ แล้วพี่แกก็หันไปพูดอะไรสักอย่างกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ คนขี่ก็พาผมซ้อนท้ายแล้วมาส่งที่ท่ารถบัสเพื่อซื้อตั๋วรถไปสิบสองปันนา ทีแรกผมอุตส่าห์ดีใจที่ช่วยเหลือที่ไหนได้ พอลงรถผมควักเงินให้ค่ามาส่ง 10 หยวน แต่พี่แกดันไม่ยอม ยังเรียกเพื่อนที่พูดอังกฤษได้มาคุยกะผมว่า ผมต้องจ่ายให้เป็น 20 หยวน ผมพูดว่า “NO” ตลอด จนสองคนนั้นพูดจาไม่หยุด ผมชักรำคาญเลยสบถเป็นคำไทยใส่เยอะมากแล้วควักให้ไป 20 หยวนตามคำขอ! ลองคิดดูสิ นั่งรถจากบ่อหานมาเมืองหล้า 50 กิโลเมตรคิด 17 หยวน แต่นี่จากท่ารถตู้มาท่ารถบัส ระยะทางไม่ถึง1 กิโลเมตรคิด 20 หยวน มันน่าด่าไหมล่ะ? แต่ก็เอาเถอะ เป็นเรื่องธรรมดาที่นักท่องเที่ยวต้องโดนฟัน

ผมเดินเข้าไปที่ท่ารถบัส บอกมาจิ่งหง คนขายก็ยื่นตั๋วให้แล้วชี้ที่เวลารถออก 10.45 น. ซึ่งก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว พนักงานคนหนึ่งพาผมเดินผ่านประตูตรวจตั๋วไปขึ้นรถบัส ผมนั่งอยู่บนรถสักแป๊บ รถก็เริ่มเคลื่อนออกจากท่าสู่สิบสองปันนาหรือจิ่งหง ผู้โดยสารบนรถไม่เยอะมากมาย แต่ที่สะดุดคือมีคนหนึ่งควักบุหรี่ออกมาสูบในรถ ผมถึงกับงงว่า เฮ้ย!!! ทำงี้ได้ด้วยเหรอ? ว่าแล้วเห็นช้างขี้เลยขี้ตามช้างมันซะเลย (ฮ่าๆ)
จากเมืองหล้าถึงสิบสองปันนาระยะทางอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าโล ผมนั่งชมวิวยามเช้าไปเรื่อย เห็นถนนหนทางของที่แล้วต้องบอกว่าทึ่ง และยอมรับในความสามารถของคนที่นี่จริงๆ มีอย่างที่ไหนทำถนนวิ่งมาดีๆ มีภูเขาขวางตรงหน้า ไม่ทำอ้อมให้เสียเวลา เจาะภูเขาทำให้เป็นอุโมงค์รถวิ่งเข้าไปเลย แล้วไม่ได้มีแค่อุโมงค์เดียว เท่าที่นับๆ ได้น่าจะเกิน 20 อุโมงค์ นั่งรถเกือบ 3 ชั่วโมง ผมก็ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว แต่ก่อนจะถึงผมควักโทรศัพท์มือถือที่เอามาด้วยจากเมืองไทยกดหาสหายที่จะไปรอรับที่ท่ารถเพื่อนัดแนะเวลาถึง ซึ่งอัตราค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของดีแทคก็จี๊ดได้ใจจริงๆ คือ ใช้โทรกลับมาเมืองไทยนาทีละ 120 บาท มีคนไทยโทรมาเสียค่ารับนาทีละ 65 บาท ถ้าคนที่เมืองไทยโทรมาไม่มีคนรับคิดขั้นต่ำ 65 บาท ใช้โทรออกหาเบอร์ในเมืองจีนนาทีละ 30 บาท ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมภาษีมูล่าเพิ่มอีก 7 % แต่อย่างว่า มันเลี่ยงที่จะไม่โทรนัดแนะกันให้ดีไม่ได้ ไม่งั้นมีหวังโดนฟันอีกหลายแผลแน่ๆ
ผมถึงท่ารถเวลา 13.45 น. ซึ่งสหายก็มารอรับอยู่แล้ว พอสะพายกระเป๋าออกจากท่ารถมายืนรอรถแท๊กซี่ริมถนน ผมถึงกับออกอาการตื่นไฟของบรรยากาศที่เห็นจริงๆ เพราะเมืองมันช่างเจริญและวุ่นวายมากๆ เสียงบีบแตรจากรถเมล์ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ทำลายโสทประสาทของผมอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการบีบแตรเรียกลูกค้า บีบแตรขอทาง บีบแตรไล่ ฯลฯ ถ้าบีบแตรแบบนี้ในเมืองไทยมีหวังได้เห็นมวยข้างถนนแน่ๆ

โชคดีที่เพื่อนของผมรีบเรียกแท็กซี่แล้วพาผมขึ้นรถบึ่งเข้าบ้านเช่าของมันในเวลาไม่ช้า ไม่งั้นถ้าอยู่ตรงนี้นานอีกหน่อยประสาทกินแน่ๆ พอถึงบ้านก็พักผ่อนหย่อนใจทักทายสารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน เพื่อนของผม (หลังจากนี้จะเรียกชื่อว่า “อุทัย”) เอ่ยถามว่าจะอยู่นานแค่ไหน ผมตอบสั้นๆ “เบื่อก็กลับ” มันพูดต่อ “ดี งั้นค่อยๆ เที่ยวไปละกัน เดี๋ยวตอนเย็นค่อยออกไปกินไรกัน”
5 โมงเย็น อุทัยเริ่มพาผมออกจากบ้านเดินดูเมือง ดูวิถีชีวิต ดูผู้คน เดินต๊อกแต๊กๆ มาเรื่อยเปื่อย เห็นร้านเกมเยอะไปหมด แต่สงสัยว่าทำไมถึงต้องมีผ้าม่านปิดด้วย เพื่อคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับร้านเกม อุทัยพาผมมาหยุดที่ร้านๆ หนึ่งที่ดูภายนอกเหมือนร้านเกมตู้หยอดเหรียญสิบเหมือนบ้านเรา แต่มีผ้าม่านปิดไว้บังแดดเท่านั้น พออุทัยพาผมเดินเข้าไปข้างใน โอ้โห! เอากันอย่างงี้เลยเหรอ? ผมร้องเสียงหลงเลยทีเดียว เพราะภาพที่เห็นคือ ตู้สล๊อต แมทชีนเรียงกันเป็นตับ ตู้เกมที่คิดว่าเป็นเกมอย่างสตรีท ไฟเตอร์ หรือเกมบับเบิ้ลกลายเป็นตู้เกไพ่ และอันนึงที่น่าสนใจซึ่งไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่เท่าที่ยืนศึกษาคนอื่นเล่นนั้น วิธีการเล่นมันเหมือนกับรัสเซี่ยน รูเล็ตไม่มีผิด ว่าแล้วงานนี้ก็เลยขอลองวัดดวงกันสักตั้งละกัน เบ็ดเสร็จงานนี้เสียตังค์กันแบบหอมปากหอมคอคนละ 50 หยวน

ออกจากร้านเกมผมก็เดินเที่ยวชมเมืองกันต่อ เดินไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีรู้สึกเหมือนกับว่าตอนนี้กำลังเดินอยู่ในเซ็นเตอร์ พอยต์หรือเปล่า? เพราะด้วยความเจริญของตึก อาคาร ถนนหนทาง ร้านค้า ร้านเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ที่ทำให้รู้ตัวว่ามันไม่ใช่เซ็นเตอร์ พอยต์ก็คงเป็นเรื่องของเสื้อผ้านี่แหละ ขอบอกเลยว่าคุณไม่ต้องไปมองหาเสื้อผ้าแบรนด์เนมอย่างอาร์มานี หลุยซ์ วิตอง หรือกุชชี่ให้เสียเวลา มันไม่มีหรอก ที่เห็นมีก็แค่คอนเวิร์ส ซึ่งก็แพงกว่าบ้านเรา กัปป้า ยี่ห้อเสื้อฟุตบอลของอิตาลี เพลย์บอย ซึ่งคิดว่าเป็นของก๊อปร้อยเปอร์เซ็นต์ และอีกอันก็จิออร์ดาโน
เรื่องอาหารเย็นของผมในวันนี้เป็นอาหารจีนที่หน้าตาไม่ค่อยประหลาดเท่าไหร่ รสชาติเหมือนของไทยเรานี่แหละ รับประทานได้ง่าย ส่วนเรื่องเครื่องดื่มมันก็ต้องขอลองแบบคนท้องถิ่นสักหน่อย ‘ต้าหลี่’ คือยี่ห้อเบียร์ที่คนที่นี่นิยมดื่ม รสชาติของมันก็ออกจะจืดๆ หน่อย สาวๆ ที่ทานเบียร์ผสมสปาย มาเจอเบียร์ยี่ห้อนี้รับรองทานคล่องคอเลยละ
นั่งทานข้าวไปจนอิ่มหนำสำราญ ผมก็เดินชมเมืองไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ร้านเหล้าร้านประจำของอุทัย ชื่อว่าร้าน ‘แม่โขง คาเฟ่’ ร้านเล็กๆ แบบเป็นกันเอง พอจัดหาที่นั่งได้ก็สั่งเบียร์ตาหลี่มากินกันต่อแก้อากาศหนาว ราคาเบียร์ก็ถูกสุดๆ สนนราคาที่ขวดละ 5 หยวน หรือ 25 บาท ยิ่งถ้าไปซื้อตามร้านขายของชำก็จะเหลือแค่ 3 หยวนหรือ 15 บาทเท่านั้นเอง แล้วขอบอกว่าเพลงที่เปิดคลอเบาๆ นั่นไม่ใช่เพลงจีนนะครับ เป็นเพลงฝรั่งล้วนๆ
ผมนั่งจิบเบียร์ไปก็สำรวจดูโต๊ะข้างๆ ไป รู้สึกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านนี้ก็จะเป็นคนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและฝรั่ง ผมอดคิดไม่ได้ว่าฝรั่งจะสื่อสารกับคนที่นี่ได้เหรอ? ซึ่งสรุปก็คือ “ได้” เพราะ 1. ฝรั่งที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเมืองคุณหมิงหรือเมืองอื่นๆ แล้วมาเที่ยวที่สิบสองปันนา และ 2. เจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย


นั่งดื่มกินกันไปจนเริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ อุทัยชักชวนผมไปดูแสงสีที่อื่นต่อ ผมไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้ว เพราะมาต่างถิ่นทั้งทีมันต้องได้เห็นอะไรเยอะๆ หน่อย ว่าแล้วก็รีบสั่งเช็กบิล จ่ายเงิน ร่ำลาเจ้าของร้าน แล้วพากันเดินไปต่อที่เธคที่ชื่อว่า Top one ซึ่งอยู่ห่างจากร้านแม่โขงไม่ถึงห้าสิบเมตร ตอนที่ยืนอยู่หน้าร้านก็นึกภาพไม่ออกว่าเธคที่นี่มันจะออกเป็นแนวไหน จะเหมือนบ้านเราไหม? พอมีคนเปิดประตูออกมาข้างนอก เสียงที่ดังตึ๊บๆ มันเล็ดลอดออกมาชวนให้เท้าผมก้าวไปพิสูจน์จริงๆ
ว่าแล้วก็สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวเข้าไป เอาอีกแล้วครับ มีเซอร์ไพร์สอีกแล้ว เธคที่นี่ไม่ใช่ขี้ๆ นะเนี่ย ตกแต่งใช้ได้เลยทีเดียว สาวๆ ก็มีไม่น้อย แต่มองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ว่าสวยจริงหรือสวยในที่มืด เรื่องของเครื่องดื่มมีงงอีกแล้ว เพราะโดยปกติถ้าเป็นเธคเมืองไทยก็ต้องสั่งเหล้า 1 ขวดพร้อมมิกเซอร์ หรือไม่ก็กินเบียร์ขวดเล็ก แต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างงั้น ราคาเหล้าที่นี่แพงมากๆ และคนไม่นิยมกิน (อุทัยบอก) เธคที่นี่จะขายเบียร์ครั้งละ 12 กระป๋องราคาอยู่ที่ 100 หยวน หรือ 500 บาท ถ้ากินไม่หมดฝากได้ด้วย เป็นไงละ งงเลยดิ?
กินดื่มกันอย่างเมามันส์ไม่ได้สนใจเพลงเลย เพราะมีแต่เพลงจีนอะไรก็ไม่รู้ จนมาสะดุดหูเอาตอนก่อนจะกลับบ้านว่าที่นี่เขาเปิดเพลงไทยด้วยนี่แหละ แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเพลงที่เปิดนั้นเป็นเพลงของใคร ใครดูคลิปแล้วรู้คำตอบก็ช่วยไขข้อสงสัยให้ผมทีเถอะ ♥
Text/Photo – Mr.O
February 10, 2009 at 8:49 pm
เมื่อไหร่ตอนต่อไปจะมาคะ
รออ่านจะแย่อยู่แล้วเนี่ย
:D